การศึกษาทางไกลในยุค E-Learning

จากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีการคิดค้นแท็ปเล็ต โทรศัพท์มือถือ และส่งผลให้มีการเรียนการสอนแบบ E-Learning เติบโตขึ้น สามารถเผยแพร่หลักสูตรการเรียนให้แก่ผู้เรียนในรูปแบบของ E-Learning ทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาผ่านอุปกรณ์พกพาได้อย่างง่ายดาย

การศึกษาในรูปแบบ E-Learning

ทำให้เกิดการศึกษาทางไกล ซึ่งแก้ปัญหาสถานที่เรียนไม่พอ ลดปัญหาการเดินทางไปเรียน อีกทั้งยังได้มีการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนให้มีเนื้อหาที่เข้าใจง่ายขึ้น ทางด้านแถบเอเชียมีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้อย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาการเรียนการสอนทางไกลมาหลายปี นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาอุปกรณ์ที่ทำให้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา

ความนิยมของแท็ปเล็ต และสมาร์ทโฟน ในหลายๆบริษัทเริ่มที่จะวางแผนหาช่องทางที่ยืดหยุ่นในการนำเสนอแบบเรียนและการเรียนการสอนไปสู่ผู้เรียน ด้านบริษัทใหญ่ๆเองได้ให้ความเห็นว่า การศึกษาทางไกลผ่านระบบ E-Learning นั้น เปรียบเหมือนการเรียนแบบพกพา เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ แต่ยังต้องดูกันต่อไปว่าการเรียนรูปแบบนี้จะได้รับความนิยมต่อไปหรือไม่ เพราะยังอยู่ในช่วงการพัฒนา

ธุรกิจที่พัฒนาด้านนี้เริ่มหันมาสนใจพัฒนาระบบการศึกษาทางไกลหลากหลายช่องทาง โดยมีความเชื่อว่าสถานศึกษาต่างๆ จะนำไปใช้ได้ผลดีที่สุดในด้านการประหยัดงบค่าใช้จ่าย โดยบริษัทต่างๆเข้ามาช่วยเหลือและให้การสนับสนุนธุรกิจ E-Learning และในหลายๆบริษัทเริ่มมีความเห็นตรงกันว่าจะมีการนำระบบนี้มาใช้ในการศึกษามากขึ้นถึงแม้ระบบ E-Learning ยังอยู่ในช่วงการพัฒนาก็ตาม

ในภายหน้าการศึกษาระบบ E-Learning จะใช้ระบบการบริหารจัดการเพื่อเชื่อมโยงกับผู้เรียน วัดผลการเรียนรู้ และนำไปสู่การนำเสนอผ่านโซเชียลที่ได้รับความนิยมอย่างสูงอย่าง Facebook และ Youtubeมาใช้เป็นช่องทางในการนำเสนอเพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งเริ่มต้นในการเรียนรู้

การเรียนการสอนในรูปแบบนี้ช่วยให้ผู้เรียนสามารถกลับมาทบทวนบทเรียนได้ตลอดเวลา ถึงแม้การนั่งเรียนในห้องจะสามารถยกมือถามอาจารย์ได้ แต่การเรียนของแต่ละคนแตกต่างกัน โดยบางคนสามารถขอคำอธิบายของอาจารย์เฉพาะจุดที่ตนไม่เข้าใจ โดยไม่ต้องกลัวว่าเพื่อนๆในห้องจะเสียเวลาเรียนเพราะอาจารย์มัวแต่ตอบคำถามนักเรียน ทำให้การเรียนรู้ไม่เหมือนในยุคก่อน

Posted in แวดวงธุรกิจ | Tagged | Comments Off

นักศึกษาจบใหม่กับสิ่งที่เป็นไปในการทำธุรกิจ AEC


นับถอยหลังสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 สำหรับการเตรียมพร้อมสู่การเป็นประชาคมอาเซียนอย่างเต็มตัว จากการได้ติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ พบว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีความเข้าใจหรือตระหนักถึงการเกิด AEC ในปี 2558 มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสิตนักศึกษาที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานอันใกล้ ต่างมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ซึ่งแนวคิดเช่นนี้น่าห่วงยิ่งนัก อย่างที่ทราบกันดีว่า AEC เกิดจากการรวมกลุ่มระหว่าง ประเทศไทยกับอีก 9 ประเทศเพื่อนบ้าน อันประกอบไปด้วย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน เวียดนาม พม่า ลาว และกัมพูชา นั่นหมายความว่า การเคลื่อนที่ของแรงงานของ 10 ประเทศที่กล่าวมาสามารถเดินทางทำงาน ณ ประเทศต่างๆ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น มองดูแล้วเป็นเหรียญสองด้านทั้งด้านแสงส่องสว่างแห่งโอกาสและด้านมืดจากอุปสรรค

การสร้างคนให้ได้รับด้านหัวแห่งโอกาสจึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถสร้างได้แค่การบอกกล่าวเล่าให้นิสิตนักศึกษาฟังในห้องเรียนจากการสอดแทรกในรายวิชาที่สอนเท่านั้น แต่ควรจะมีวิชาที่ ว่าด้วยประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเปิดสอนในทุกระดับการศึกษาซึ่งเนื้อหาควรกล่าวถึงทั้งทางด้านภาษาที่ใช้โดยเน้นให้นิสิตนักศึกษาได้ศึกษาภาษาของประเทศในกลุ่มสมาชิกในระดับที่สามารถใช้สื่อสารได้อย่างน้อยก็ในระดับพื้นฐานเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมกับเพิ่มความเข้มข้นในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษควบคู่กันไปด้วยเพราะสำหรับประเทศไทยนั้นเมื่อเปรียบเทียบทักษะการใช้ภาษาอังกฤษจากผลการสำรวจล่าสุดของสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่าศักยภาพและความพร้อมของไทยอยู่ในระดับ”กลางๆ”เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน และตามหลังอินโดนีเซีย มาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพการใช้ภาษาอังกฤษสูงที่สุด

นอกจากการให้ความสำคัญในด้านการสื่อสารด้วยการใช้ภาษาต่างๆแล้วควรให้ความสำคัญกับการจัดให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยจัดให้มีโครงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเรียน การฝึกงานแก่นิสิตนักศึกษาระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียน เพื่อก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ตลาดแรงงานที่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะอันใกล้นั้นแรงงานจำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจ ซึ่งหมายถึง รู้จักภาษาอังกฤษ ภาษาเพื่อนบ้าน และที่สำคัญคือมีความเข้าใจใน ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ เพราะในสังคมนั้นเราอยู่กันด้วยความรู้ความสามารถอย่างเดียวนั้นไม่ได้ ต้องมีความเข้าใจเป็นองค์ประกอบด้วย ดังนั้น การเตรียมความพร้อมทั้งหลายเหล่านี้จึงไม่อาจเตรียมกันได้ในชั่วข้ามคืนแต่หากต้องมีการบ่มเพาะปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นว่ารัฐให้ความสำคัญและพยายามเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้นนักศึกษาที่จบใหม่ แล้วมาประกอบธุรกิจถือว่าประสบผลสำเร็จในการการศึกษา เราต่างก็เห็นความพยายามที่จะผลักดันและสร้างสังคมไทยให้เข้มแข็งเพื่อพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงไปซึ่งถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนควรจะตระหนักถึงการเกิด AEC และเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเพื่อเปิดรับโอกาสอย่างเต็มที่

Posted in แวดวงธุรกิจ | Tagged | Comments Off

ธุรกิจการศึกษาเป็นตัวลดศักยภาพเด็กไทย

ธุรกิจหากินกับการศึกษาปัจจุบันนี้ได้ขยายวงกว้างไปถึงภาคปฏิบัติในทุกระดับตั้งแต่โรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนยอดนิยมไม่ว่าจะสังกัดภาครัฐหรือเอกชน ที่พยายามหารายได้หลากหลายรูปแบบ รายได้ก้อนโตแรกคงหนีไม่พ้นค่าแป๊ะเจี๊ยะเพื่อแลกกับการเข้าเรียน หรือแม้แต่เด็กที่สอบหรือจับสลากได้เองก็จะถูกเชิญชวนแกมบังคับให้ร่วมบริจาคกับสารพัดกิจกรรมของโรงเรียน ส่วนนี้หากเม็ดเงินถูกนำไปสนับสนุนคุณภาพการศึกษาทั้งหมดก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเด็ก แต่สิ่งที่ทำกับเม็ดเงินที่ตกหล่นจำนวนไม่น้อยความเป็นจริงส่วนนี้ก็น่าจะรู้กันอยู่กับผู้ที่มีประโยชน์แอบแฝง หรือกรณีโรงเรียนที่ยังไม่มีชื่อเสียงบางแห่งก็พยายามสร้างจุดเด่นทางลัดด้วยวิธีการขอเปิดหลักสูตรพิเศษ อาทิ English Program หรือวิชาหลักที่จะนำไปสู่ความเป็นเลิศเพื่อสร้างกระแสการเรียนรู้ไปสู่อินเตอร์ให้ผู้ปกครองได้เห็น ส่วนนี้หากคิดหรือทำเพื่อประโยชน์ของเด็กอย่างแท้จริงและบริการได้อย่างทั่วถึงก็ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ที่เห็นทำกันอยู่จะมีเด็กเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เข้าถึงด้วยข้ออ้างความจำกัดด้านห้องเรียน ครุภัณฑ์และครู แต่ความเป็นจริงเกิดจากค่าเล่าเรียนที่ค่อนข้างแพง หลักสูตรพิเศษจึงกลายเป็นสิทธิพิเศษเฉพาะผู้ที่มีฐานะ ส่วนเด็กยากจนน้อยคนนักที่จะมีโอกาสเข้าถึง เมื่อเป็นเช่นนี้การแบ่งชั้นวรรณะทั้งที่อยู่ในโรงเรียนเดียวกันจึงเกิดขึ้น ส่วนนี้จะบอกว่าโรงเรียนไม่ได้หวังรายได้หรือคิดแบบธุรกิจก็คงตอบได้ยากเช่นกัน

ด้านบุคลากรที่ทำมาหากินกับเด็กก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อยโดยส่วนใหญ่จะแอบแฝงในรูปของการสอนพิเศษหรือติวเตอร์ ด้วยเด็กและผู้ปกครองปัจจุบันก็เห็นว่าการเรียนพิเศษมีความสำคัญไม่แพ้การเรียนปกติ หากไม่เรียนพิเศษกลับจะถูกมองว่าล้าหลังด้วยซ้ำไป ทั้งนี้ก็ด้วยเจตคติที่ว่าต้องเรียนสายสามัญและต้องเก่งวิชาการ เพื่อจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนยอดนิยม มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่มีการแข่งขันสูงได้ ส่วนนี้จึงเป็นความยินยอมกันทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งหากครูมีความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือเติมเต็มความรู้ให้กับเด็กก็ถือว่าเป็นสิ่งดีงาม แต่การสอนพิเศษทุกวันนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเพราะส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่รายได้เป็นหลัก เช่น แค่การดูแลเด็กหลังเลิกเรียน เพื่อรอให้ผู้ปกครองมารับก็ถือว่าเป็นช่วงสอนพิเศษก็มี ที่ร้ายหนักไปกว่านั้นครูบางคนก็กั๊กเนื้อหาสำคัญไว้สอนพิเศษ หรือนำข้อสอบไปสอนพิเศษ เพื่อหลอกผู้ปกครองว่าเรียนพิเศษแล้วเด็กจะได้คะแนนสูงขึ้นทำให้มีลูกค้ามากขึ้นและค่าเรียนก็แพงขึ้นจนเกิดเป็นธุรกิจมีรายได้เป็นกอบเป็นกำแถมยังพลอยได้หน้าว่าสอนมีประสิทธิภาพ เพราะเด็กมีคะแนนสูงขึ้น ทั้งที่ความเป็นจริงเด็กอาจได้รับความรู้น้อยมาก

ส่วนนี้ถือเป็นการสร้างตราบาปให้กับตนเองและเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่จะขาดโอกาสการพัฒนาในทักษะและศักยภาพอื่น ๆ ที่มีอยู่ ซึ่งความรุ่งเรืองของธุรกิจการสอนพิเศษนี้คงหยุดยั้งได้ยากหากตราบใดวิธีการเข้ามหาวิทยาลัยยังใช้แนวทางเดิม ๆ โดยไม่นำความดีงามหรือทักษะด้านอื่นมาใช้ด้วย ยิ่งปัจจุบันมีการนำผลโอเน็ตเข้ามามีบทบาทใช้เป็นผลสัมฤทธิ์การเรียน เข้ามหาวิทยาลัย ใช้เลื่อนวิทยฐานะของครูและผู้บริหาร ก็ยิ่งทำให้สอนพิเศษด้านวิชาการมีความสำคัญกับหลายฝ่ายมากยิ่งขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้เด็กไทยจึงน่าจะได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มที่อยู่กับการเรียนมากที่สุดในโลก เพราะแค่การเรียนตามโครงสร้างหลักสูตรก็มากถึง 1,000-1,200 ชั่วโมงต่อปี เมื่อรวมกับการสอนพิเศษแบบไม่มีวันหยุดนี้แล้ว เด็กไทยก็น่าจะก้าวล้ำนำยุคกว่าประเทศใดในโลก แต่ทำไมคุณภาพการศึกษาไทยกลับต้วมเตี้ยมตามหลังต่างชาติแบบไม่เห็นฝุ่นอยู่เช่นนี้ ยิ่งมองลึกไปถึงคุณภาพชีวิตเด็กทั้งทักษะและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ทั้งหลายด้วยแล้วก็ยิ่งตกต่ำไปกันใหญ่ ซึ่งจะสวนทางกับธุรกิจการสอนพิเศษที่มีแต่จะฟู่ฟ่าสร้างรายได้ปีละหลายหมื่นล้านและคงถึงแสนล้านในเร็ว ๆ นี้เป็นแน่

Posted in แวดวงธุรกิจ | Tagged | Comments Off

แนวโน้มการศึกษาของไทยในอนาคตจากการเปิดเสรีการค้า

csusmcatering
การที่จะพัฒนาการศึกษาของไทยให้ประสบความสำเร็จได้ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น จะต้องมีการวางแผนและดำเนินการในเชิงรุกร่วมกัน ซึ่งการศึกษาเป็นเครื่องมือและกลไกในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าและสามารถที่จะเผชิญกับสภาพการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้นั้นจำเป็นต้องเน้นหลักสูตรการศึกษาเหล่านี้

ลักสูตรใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก จากการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ทำให้คนในสังคมต้องการเพิ่มความรู้ ความสามารถให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เช่น สาขาด้านศิลปะศาสตร์ และวิทยาการจัดการ สาขาช่างยนต์ การตลาดและการบัญชี

หลักสูตรนานาชาติมีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการเชื่อมโยงด้านการค้าเพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดแรงงานในอนาคตต้องการคนที่มีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ ส่งผลให้ความต้องการศึกษาที่เป็นภาษาสากลมากขึ้น โดยเปิดสอนตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ได้แก่ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น

การจัดการศึกษามีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น โดยมีการเชื่อมโยงในทุกด้านทั่วโลก มีการดำเนินการด้านต่าง ๆ เช่น การค้า การศึกษา เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเชื่อมถึงกัน จะส่งผลทำให้เกิดการเปรียบเทียบและผลักดันให้สถาบันการศึกษาไทยต้องพัฒนาการจัดการศึกษาที่มีความเป็นสากลที่เป็นที่ยอมรับ

โอกาสการรับบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ในการเปิดเสรีทางการศึกษาจะก่อให้เกิดการแข่งขันในการจัดการศึกษาทั้งจากสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น อีกทั้งการเปิดเสรีทางการศึกษาเป็นการสร้างโอกาสให้คนไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพโดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษา คุณภาพการศึกษาจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเปิดเสรีทางการศึกษาที่เปิดโอกาสให้สถาบันอุดมศึกษาต่างชาติเข้ามาเปิดการเรียนการสอน ทำให้สถาบันศึกษาไทยต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้น

ความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ นั้นเป็นการแสวงหาความรู้ได้จากทุกที่ทุกเวลาทำให้การศึกษาในปัจจุบันได้เปรียบกว่าการศึกษาแบบเก่า จึงส่งผลให้รูปแบบการศึกษาในยุคปัจจุบันมีความก้าวหน้ามากขึ้น

จะเห็นได้ว่าแนวโน้มการศึกษาไทยมีจำเป็นต้องเตรียมพร้อมในเชิงรุกซึ่งควรเน้นการบริหารจัดการ โดยพัฒนาศักยภาพของบุคลากรภายในสถาบันการศึกษา สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อพัฒนาการศึกษาเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษา เพื่อทำให้การศึกษาของไทยนั้นพัฒนาไปอย่างก้าวไกลและยั่งยืน

Posted in แวดวงธุรกิจ | Tagged , , | Comments Off

เรามารู้จักธุรกิจศึกษากันดีกว่า

อันที่จริงคำว่าธุรกิจศึกษาหรือที่ฝรั่งเรียกว่า Business Education นั้น เกิดขึ้นในเมืองไทยมาค่อนข้างนานพอสมควรแล้ว แต่ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะยังไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจความหมายของคำๆนี้นัก จึงขอถือโอกาสนี้นำเสนอที่มาของคำๆนี้ โดยอาศัยความรู้เท่าที่ผู้เขียนได้มีโอกาสค้นคว้ามา

ธุรกิจศึกษา (Business Education) เกิดขึ้นมาในยุคไล่เลี่ยกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมในฝั่งตะวันตก เมื่อเริ่มมีการตั้งโรงงานผลิตสินค้าเพื่อทำการผลิตสินค้าจำนวนมากๆออกวางขาย ก็ส่งผลให้มีสินค้าหลากหลายชนิดทะลักสู่ท้องตลาด ประชาชนจากชนบทเริ่มทยอยเข้ามาอาศัยและทำงานอยู่ในเมือง โดยเฉพาะการทำงานในโรงงาน จึงเกิดเป็นสังคมอุตสาหกรรมขึ้นมา มีการแข่งขันค้าขายกันมากขึ้น กระบวนการแลกเปลี่ยนของต่อของก็เปลี่ยนเป็นการแลกเปลี่ยนของกับเงินแทน อุตสาหกรรมและการค้าขยายตัวทวีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น จึงเกิดความต้องการแรงงานทั้งในภาคผลิตและภาคธุรกิจมากมายโดยเฉพาะคนที่มีความรู้และทักษะในงานธุรกิจ จึงเกิดมีโรงเรียนที่เปิดสอนวิชาที่เกี่ยวกับงานธุรกิจ เช่น วิชาบัญชี วิชาเลขานุการ วิชาพิมพ์ดีด เป็นต้น โดยเฉพาะวิชาพิมพ์ดีดได้เปิดโอกาสให้สตรีมีโอกาสเข้ามาทำงานในภาคธุรกิจได้อย่างเต็มตัว ซึ่งการจัดการเรียนการสอนวิชาเหล่านี้ก็คือการจัดธุรกิจศึกษาในยุคแรก

จะเห็นว่าธุรกิจศึกษาในยุคแรกนั้น มุ่งเน้นที่การฝึกฝนและเตรียมคนให้มีอาชีพทางธุรกิจ จึงถือว่าเป็นอาชีวศึกษาแขนงหนึ่ง ซึ่งนักวิชาการตะวันตกมักเรียกว่าเป็น “Learning for business occupation” แต่ต่อมาสังคมมีการขยายตัวพร้อมๆกับการเติบโตของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม กระแสทางธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนส่วนใหญ่ จึงเกิดแนวคิดใหม่เกี่ยวกับบทบาทของธุรกิจศึกษาเพิ่มขึ้น นั่นคือธุรกิจศึกษาคงไม่ใช่เพียงการฝึกอาชีพให้ผู้คนเท่านั้น แต่ยังสามารถเสริมสร้างความฉลาดและเข้มแข็งในฐานะผู้บริโภคให้แก่ประชาชนได้ เพราะศาสตร์ทางธุรกิจนั้นสอนให้เราเข้าใจระบบทางการค้า การตลาด เศรษฐกิจและการเงิน จึงทำให้เราเข้าใจกระบวนงานทางธุรกิจ เข้าใจผลกระทบของธุรกิจที่มีต่อประชาชนและสังคม นอกจากนี้ธุรกิจศึกษายังสามารถสอนให้เราเป็นผู้บริโภคที่ฉลาด รู้จักการเลือกสินค้าและบริการ รู้จักการออมและการลงทุนที่เหมาะสม องค์ความรู้เหล่านี้สามารถช่วยให้ประชาชนมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและฉลาดเท่าทันเล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจ

ด้วยเหตุผลและมุมมองใหม่ทางธุรกิจศึกษาที่กล่าวมา จึงเกิดการขยายหลักสูตรธุรกิจศึกษาให้ครอบคลุมลงมาถึงการศึกษาขึ้นพื้นฐาน มีการสอนวิชาธุรกิจในโรงเรียนระดับมัธยมเกิดขึ้นมากมาย โดยมีวัตถุประสงค์ทั้งการสอนเพื่อเป็นงานอาชีพและเพื่อให้เป็นผู้บริโภคที่ฉลาดมีคุณภาพ ซึ่งในประการหลังนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่าเป็น “Learning about business role” โดยแนวคิดนี้ก็ยังคงยืนหยัดมาจนถึงปัจจุบัน

Posted in แวดวงธุรกิจ | Tagged | Comments Off