ธุรกิจการศึกษาเป็นตัวลดศักยภาพเด็กไทย

ธุรกิจหากินกับการศึกษาปัจจุบันนี้ได้ขยายวงกว้างไปถึงภาคปฏิบัติในทุกระดับตั้งแต่โรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนยอดนิยมไม่ว่าจะสังกัดภาครัฐหรือเอกชน ที่พยายามหารายได้หลากหลายรูปแบบ รายได้ก้อนโตแรกคงหนีไม่พ้นค่าแป๊ะเจี๊ยะเพื่อแลกกับการเข้าเรียน หรือแม้แต่เด็กที่สอบหรือจับสลากได้เองก็จะถูกเชิญชวนแกมบังคับให้ร่วมบริจาคกับสารพัดกิจกรรมของโรงเรียน ส่วนนี้หากเม็ดเงินถูกนำไปสนับสนุนคุณภาพการศึกษาทั้งหมดก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเด็ก แต่สิ่งที่ทำกับเม็ดเงินที่ตกหล่นจำนวนไม่น้อยความเป็นจริงส่วนนี้ก็น่าจะรู้กันอยู่กับผู้ที่มีประโยชน์แอบแฝง หรือกรณีโรงเรียนที่ยังไม่มีชื่อเสียงบางแห่งก็พยายามสร้างจุดเด่นทางลัดด้วยวิธีการขอเปิดหลักสูตรพิเศษ อาทิ English Program หรือวิชาหลักที่จะนำไปสู่ความเป็นเลิศเพื่อสร้างกระแสการเรียนรู้ไปสู่อินเตอร์ให้ผู้ปกครองได้เห็น ส่วนนี้หากคิดหรือทำเพื่อประโยชน์ของเด็กอย่างแท้จริงและบริการได้อย่างทั่วถึงก็ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ที่เห็นทำกันอยู่จะมีเด็กเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เข้าถึงด้วยข้ออ้างความจำกัดด้านห้องเรียน ครุภัณฑ์และครู แต่ความเป็นจริงเกิดจากค่าเล่าเรียนที่ค่อนข้างแพง หลักสูตรพิเศษจึงกลายเป็นสิทธิพิเศษเฉพาะผู้ที่มีฐานะ ส่วนเด็กยากจนน้อยคนนักที่จะมีโอกาสเข้าถึง เมื่อเป็นเช่นนี้การแบ่งชั้นวรรณะทั้งที่อยู่ในโรงเรียนเดียวกันจึงเกิดขึ้น ส่วนนี้จะบอกว่าโรงเรียนไม่ได้หวังรายได้หรือคิดแบบธุรกิจก็คงตอบได้ยากเช่นกัน

ด้านบุคลากรที่ทำมาหากินกับเด็กก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อยโดยส่วนใหญ่จะแอบแฝงในรูปของการสอนพิเศษหรือติวเตอร์ ด้วยเด็กและผู้ปกครองปัจจุบันก็เห็นว่าการเรียนพิเศษมีความสำคัญไม่แพ้การเรียนปกติ หากไม่เรียนพิเศษกลับจะถูกมองว่าล้าหลังด้วยซ้ำไป ทั้งนี้ก็ด้วยเจตคติที่ว่าต้องเรียนสายสามัญและต้องเก่งวิชาการ เพื่อจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนยอดนิยม มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่มีการแข่งขันสูงได้ ส่วนนี้จึงเป็นความยินยอมกันทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งหากครูมีความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือเติมเต็มความรู้ให้กับเด็กก็ถือว่าเป็นสิ่งดีงาม แต่การสอนพิเศษทุกวันนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเพราะส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่รายได้เป็นหลัก เช่น แค่การดูแลเด็กหลังเลิกเรียน เพื่อรอให้ผู้ปกครองมารับก็ถือว่าเป็นช่วงสอนพิเศษก็มี ที่ร้ายหนักไปกว่านั้นครูบางคนก็กั๊กเนื้อหาสำคัญไว้สอนพิเศษ หรือนำข้อสอบไปสอนพิเศษ เพื่อหลอกผู้ปกครองว่าเรียนพิเศษแล้วเด็กจะได้คะแนนสูงขึ้นทำให้มีลูกค้ามากขึ้นและค่าเรียนก็แพงขึ้นจนเกิดเป็นธุรกิจมีรายได้เป็นกอบเป็นกำแถมยังพลอยได้หน้าว่าสอนมีประสิทธิภาพ เพราะเด็กมีคะแนนสูงขึ้น ทั้งที่ความเป็นจริงเด็กอาจได้รับความรู้น้อยมาก

ส่วนนี้ถือเป็นการสร้างตราบาปให้กับตนเองและเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่จะขาดโอกาสการพัฒนาในทักษะและศักยภาพอื่น ๆ ที่มีอยู่ ซึ่งความรุ่งเรืองของธุรกิจการสอนพิเศษนี้คงหยุดยั้งได้ยากหากตราบใดวิธีการเข้ามหาวิทยาลัยยังใช้แนวทางเดิม ๆ โดยไม่นำความดีงามหรือทักษะด้านอื่นมาใช้ด้วย ยิ่งปัจจุบันมีการนำผลโอเน็ตเข้ามามีบทบาทใช้เป็นผลสัมฤทธิ์การเรียน เข้ามหาวิทยาลัย ใช้เลื่อนวิทยฐานะของครูและผู้บริหาร ก็ยิ่งทำให้สอนพิเศษด้านวิชาการมีความสำคัญกับหลายฝ่ายมากยิ่งขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้เด็กไทยจึงน่าจะได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มที่อยู่กับการเรียนมากที่สุดในโลก เพราะแค่การเรียนตามโครงสร้างหลักสูตรก็มากถึง 1,000-1,200 ชั่วโมงต่อปี เมื่อรวมกับการสอนพิเศษแบบไม่มีวันหยุดนี้แล้ว เด็กไทยก็น่าจะก้าวล้ำนำยุคกว่าประเทศใดในโลก แต่ทำไมคุณภาพการศึกษาไทยกลับต้วมเตี้ยมตามหลังต่างชาติแบบไม่เห็นฝุ่นอยู่เช่นนี้ ยิ่งมองลึกไปถึงคุณภาพชีวิตเด็กทั้งทักษะและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ทั้งหลายด้วยแล้วก็ยิ่งตกต่ำไปกันใหญ่ ซึ่งจะสวนทางกับธุรกิจการสอนพิเศษที่มีแต่จะฟู่ฟ่าสร้างรายได้ปีละหลายหมื่นล้านและคงถึงแสนล้านในเร็ว ๆ นี้เป็นแน่

Posted in แวดวงธุรกิจ | Tagged | Comments Off

แนวโน้มการศึกษาของไทยในอนาคตจากการเปิดเสรีการค้า

csusmcatering
การที่จะพัฒนาการศึกษาของไทยให้ประสบความสำเร็จได้ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น จะต้องมีการวางแผนและดำเนินการในเชิงรุกร่วมกัน ซึ่งการศึกษาเป็นเครื่องมือและกลไกในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าและสามารถที่จะเผชิญกับสภาพการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้นั้นจำเป็นต้องเน้นหลักสูตรการศึกษาเหล่านี้

ลักสูตรใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก จากการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ทำให้คนในสังคมต้องการเพิ่มความรู้ ความสามารถให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เช่น สาขาด้านศิลปะศาสตร์ และวิทยาการจัดการ สาขาช่างยนต์ การตลาดและการบัญชี

หลักสูตรนานาชาติมีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการเชื่อมโยงด้านการค้าเพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดแรงงานในอนาคตต้องการคนที่มีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ ส่งผลให้ความต้องการศึกษาที่เป็นภาษาสากลมากขึ้น โดยเปิดสอนตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ได้แก่ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น

การจัดการศึกษามีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น โดยมีการเชื่อมโยงในทุกด้านทั่วโลก มีการดำเนินการด้านต่าง ๆ เช่น การค้า การศึกษา เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเชื่อมถึงกัน จะส่งผลทำให้เกิดการเปรียบเทียบและผลักดันให้สถาบันการศึกษาไทยต้องพัฒนาการจัดการศึกษาที่มีความเป็นสากลที่เป็นที่ยอมรับ

โอกาสการรับบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ในการเปิดเสรีทางการศึกษาจะก่อให้เกิดการแข่งขันในการจัดการศึกษาทั้งจากสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น อีกทั้งการเปิดเสรีทางการศึกษาเป็นการสร้างโอกาสให้คนไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพโดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษา คุณภาพการศึกษาจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเปิดเสรีทางการศึกษาที่เปิดโอกาสให้สถาบันอุดมศึกษาต่างชาติเข้ามาเปิดการเรียนการสอน ทำให้สถาบันศึกษาไทยต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้น

ความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ นั้นเป็นการแสวงหาความรู้ได้จากทุกที่ทุกเวลาทำให้การศึกษาในปัจจุบันได้เปรียบกว่าการศึกษาแบบเก่า จึงส่งผลให้รูปแบบการศึกษาในยุคปัจจุบันมีความก้าวหน้ามากขึ้น

จะเห็นได้ว่าแนวโน้มการศึกษาไทยมีจำเป็นต้องเตรียมพร้อมในเชิงรุกซึ่งควรเน้นการบริหารจัดการ โดยพัฒนาศักยภาพของบุคลากรภายในสถาบันการศึกษา สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อพัฒนาการศึกษาเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษา เพื่อทำให้การศึกษาของไทยนั้นพัฒนาไปอย่างก้าวไกลและยั่งยืน

Posted in แวดวงธุรกิจ | Tagged , , | Comments Off

เรามารู้จักธุรกิจศึกษากันดีกว่า

อันที่จริงคำว่าธุรกิจศึกษาหรือที่ฝรั่งเรียกว่า Business Education นั้น เกิดขึ้นในเมืองไทยมาค่อนข้างนานพอสมควรแล้ว แต่ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะยังไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจความหมายของคำๆนี้นัก จึงขอถือโอกาสนี้นำเสนอที่มาของคำๆนี้ โดยอาศัยความรู้เท่าที่ผู้เขียนได้มีโอกาสค้นคว้ามา

ธุรกิจศึกษา (Business Education) เกิดขึ้นมาในยุคไล่เลี่ยกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมในฝั่งตะวันตก เมื่อเริ่มมีการตั้งโรงงานผลิตสินค้าเพื่อทำการผลิตสินค้าจำนวนมากๆออกวางขาย ก็ส่งผลให้มีสินค้าหลากหลายชนิดทะลักสู่ท้องตลาด ประชาชนจากชนบทเริ่มทยอยเข้ามาอาศัยและทำงานอยู่ในเมือง โดยเฉพาะการทำงานในโรงงาน จึงเกิดเป็นสังคมอุตสาหกรรมขึ้นมา มีการแข่งขันค้าขายกันมากขึ้น กระบวนการแลกเปลี่ยนของต่อของก็เปลี่ยนเป็นการแลกเปลี่ยนของกับเงินแทน อุตสาหกรรมและการค้าขยายตัวทวีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น จึงเกิดความต้องการแรงงานทั้งในภาคผลิตและภาคธุรกิจมากมายโดยเฉพาะคนที่มีความรู้และทักษะในงานธุรกิจ จึงเกิดมีโรงเรียนที่เปิดสอนวิชาที่เกี่ยวกับงานธุรกิจ เช่น วิชาบัญชี วิชาเลขานุการ วิชาพิมพ์ดีด เป็นต้น โดยเฉพาะวิชาพิมพ์ดีดได้เปิดโอกาสให้สตรีมีโอกาสเข้ามาทำงานในภาคธุรกิจได้อย่างเต็มตัว ซึ่งการจัดการเรียนการสอนวิชาเหล่านี้ก็คือการจัดธุรกิจศึกษาในยุคแรก

จะเห็นว่าธุรกิจศึกษาในยุคแรกนั้น มุ่งเน้นที่การฝึกฝนและเตรียมคนให้มีอาชีพทางธุรกิจ จึงถือว่าเป็นอาชีวศึกษาแขนงหนึ่ง ซึ่งนักวิชาการตะวันตกมักเรียกว่าเป็น “Learning for business occupation” แต่ต่อมาสังคมมีการขยายตัวพร้อมๆกับการเติบโตของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม กระแสทางธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนส่วนใหญ่ จึงเกิดแนวคิดใหม่เกี่ยวกับบทบาทของธุรกิจศึกษาเพิ่มขึ้น นั่นคือธุรกิจศึกษาคงไม่ใช่เพียงการฝึกอาชีพให้ผู้คนเท่านั้น แต่ยังสามารถเสริมสร้างความฉลาดและเข้มแข็งในฐานะผู้บริโภคให้แก่ประชาชนได้ เพราะศาสตร์ทางธุรกิจนั้นสอนให้เราเข้าใจระบบทางการค้า การตลาด เศรษฐกิจและการเงิน จึงทำให้เราเข้าใจกระบวนงานทางธุรกิจ เข้าใจผลกระทบของธุรกิจที่มีต่อประชาชนและสังคม นอกจากนี้ธุรกิจศึกษายังสามารถสอนให้เราเป็นผู้บริโภคที่ฉลาด รู้จักการเลือกสินค้าและบริการ รู้จักการออมและการลงทุนที่เหมาะสม องค์ความรู้เหล่านี้สามารถช่วยให้ประชาชนมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและฉลาดเท่าทันเล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจ

ด้วยเหตุผลและมุมมองใหม่ทางธุรกิจศึกษาที่กล่าวมา จึงเกิดการขยายหลักสูตรธุรกิจศึกษาให้ครอบคลุมลงมาถึงการศึกษาขึ้นพื้นฐาน มีการสอนวิชาธุรกิจในโรงเรียนระดับมัธยมเกิดขึ้นมากมาย โดยมีวัตถุประสงค์ทั้งการสอนเพื่อเป็นงานอาชีพและเพื่อให้เป็นผู้บริโภคที่ฉลาดมีคุณภาพ ซึ่งในประการหลังนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่าเป็น “Learning about business role” โดยแนวคิดนี้ก็ยังคงยืนหยัดมาจนถึงปัจจุบัน

Posted in แวดวงธุรกิจ | Tagged | Comments Off

การเรียนรู้และศึกษาด้านธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

การเรียนรู้และศึกษาด้านธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

มนุษย์ทุกคนมีความต้องการที่เหมือนกันอยู่ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ประเภทแรกเป็นความต้องการที่จำเป็นขั้นพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตได้แก่ปัจจัย 4 คือ อาหารเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ส่วนความต้องการอีกประเภทหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์อยากมี แต่ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ มนุษย์ก็ยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ตัวอย่างเช่น รถยนต์ โทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น ดังนั้นธุรกิจจึงมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของมนุษย์ เพราะธุรกิจเป็นแหล่งผลิตสินค้าและบริการ เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ทั้ง 2 ประเภทดังที่กล่าวมาแล้ว สินค้า หมายถึง สิ่งของที่มีตัวตน สามารถมองเห็นและจับต้องได้ เช่น รถยนต์ อาหาร  เสื้อผ้า เป็นต้น ตัวอย่างของธุรกิจที่เป็นแหล่งผลิตสินค้า เช่นโรงงานผลิตรถยนต์ โรงงานผลิตเสื้อผ้า เป็นต้น บริการ หมายถึง สิ่งที่ไม่มีตัวตน ไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้แต่สามารถกำหนดราคาเพื่อซื้อขายกันได้ ตัวอย่างเช่น  การให้บริการของสถานเริงรมย์ บริการเสริมสวย บริการซักรีด บริการขนส่ง บริการด้านการสื่อสารของสถานที่ให้บริการเฉพาะนั้น ๆ เป็นต้น

การดำเนินธุรกิจ เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคนในสังคมและมีความสำคัญทำให้สังคมเกิดการพัฒนาและเจริญก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน ดังนั้นจึงพอสรุปความสำคัญของธุรกิจได้ดังนี้ ธุรกิจผลิตสินค้าและบริการเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ในสังคม เนื่องจากความต้องการของคนเราแตกต่างกัน และมีความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด โดยความต้องการของ คนเราจะเพิ่มขึ้นตลอดเวลา เพื่อสร้างความพึงพอใจและความสะดวกสบายแก่ตนเอง ธุรกิจจึงมีหน้าที่ในการจัดหาสิ่งต่าง ๆ มาบริการสนองความต้องการดังกล่าว ธุรกิจช่วยกระจายสินค้าจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภค เมื่อธุรกิจประเภทผู้ผลิตสินค้า เช่น โรงงานอุตสาหกรรมผลิตสินค้าออกมาแล้ว การที่สินค้าจะกระจายไปสู่ผู้บริโภคได้นั้นจำเป็นต้องอาศัยธุรกิจประเภทอื่นช่วยกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภค เป็นต้นว่าธุรกิจการขนส่ง ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศพ่อค้าคนกลาง การประชาสัมพันธ์ การบริการด้านการเงินของธนาคาร การสื่อสาร ฯลฯ ในการดำเนินการธุรกิจมีความจำเป็นต้องใช้แรงงาน เพื่อทำการผลิตสินค้าหรือบริการ ดังนั้นการดำเนินธุรกิจจึงทำให้คนมีงานทำ สามารถหารายได้เพื่อเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมดีขึ้น นอกจากนั้นการที่ธุรกิจกระจายไปอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของประเทศ ก็เป็นการกระจายรายได้และตลาดแรงงานไปสู่ท้องถิ่นอีกด้วย

Posted in ไอเดียธุรกิจต่าง ๆ ที่น่าสนใจ | Tagged | Comments Off

แนวโน้มธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่ตกยุค

1296117453ธุรกิจบริการ “การศึกษา” ทั้งประเภทศึกษาในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด และนโยบายภาครัฐส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างธุรกิจการศึกษา โดยหน่วยงานกำกับทั้งหมดจะอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ แต่จะแตกต่างกันไปตามระดับการศึกษา ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวทำให้นโยบายของภาครัฐส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำธุรกิจและโครงสร้างของธุรกิจการศึกษาไทย

โรงเรียนกวดวิชามีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมาก แต่เนื่องจากตลาดมีลักษณะกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ประกอบกับการเน้นใช้เทคโนโลยี ส่งผลให้ผู้ครองตลาดอยู่แล้วในปัจจุบันจะยิ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย และธุรกิจรายใหม่จะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดได้ยาก ทั้งนี้ต่างจังหวัดอาจจะเป็นตลาดที่น่าสนใจมากกว่าในกรุงเทพฯ

โดยรายได้ของโรงเรียนกวดวิชาทั้งระบบในปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท จากจำนวนนักเรียนกว่า 400,000 คน และยังมีแนวโน้มขยายตัวสูงในอนาคตข้างหน้า ปัจจุบันสัดส่วนต่อจำนวนนักเรียนในระบบยังไม่สูงมากนัก โดยหากเทียบกับจำนวนนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาทั้งหมด จะพบว่ามีสัดส่วนผู้เรียนกวดวิชาเพียงประมาณ 11% แต่ถ้าเทียบกับเฉพาะจำนวนนักเรียนในระดับมัธยมปลายก็จะมีสัดส่วนผู้เรียนกวดวิชาประมาณ 32% ซึ่งยังถือว่าค่อนข้างน้อย หากเทียบกับสถิติในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น มีสัดส่วนผู้เรียนกวดวิชาในระดับมัธยมปลายประมาณ 70% และเกาหลีใต้มีสัดส่วนดังกล่าวประมาณ 59% สะท้อนให้เห็นศักยภาพในการเติบโตได้อีกมากในภาวะการแข่งขันด้านการศึกษาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทยปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือ ไม่ใช่โรงเรียนกวดวิชาทุกรายที่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากธุรกิจใหม่จะเข้ามาแข่งขันได้ค่อนข้างยาก เพราะโรงเรียนที่ได้รับการยอมรับจากนักเรียนจนกลายเป็นโรงเรียนชื่อดังมีไม่กี่ราย อาทิ โรงเรียนกวดวิชาเคมี อ.อุ๊ (อาจารย์อุ๊), บ้านคำนวณ, โอพลัส, กวดวิชาสัญญา, จีเอสซี, เดอะเบรน, แอพพลายฟิสิกส์, นีโอฟิสิกส์, อาจารย์เจี๋ย, อาจารย์สมัยวิทยา, Access, ติวเตอร์ อาจารย์ปิง และ Pinnacle ซึ่งมีส่วนแบ่งในตลาดถึง 70-80% และยังคงมีข้อได้เปรียบมากขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในการถ่ายทอดทางวิดีโอ ส่งผลให้ขยายตลาดได้มากขึ้นไปอีก

 

Posted in แวดวงธุรกิจ | Tagged , | Comments Off