แนวโน้มการศึกษาของไทยในอนาคตจากการเปิดเสรีการค้า

csusmcatering
การที่จะพัฒนาการศึกษาของไทยให้ประสบความสำเร็จได้ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น จะต้องมีการวางแผนและดำเนินการในเชิงรุกร่วมกัน ซึ่งการศึกษาเป็นเครื่องมือและกลไกในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าและสามารถที่จะเผชิญกับสภาพการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้นั้นจำเป็นต้องเน้นหลักสูตรการศึกษาเหล่านี้

ลักสูตรใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก จากการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ทำให้คนในสังคมต้องการเพิ่มความรู้ ความสามารถให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เช่น สาขาด้านศิลปะศาสตร์ และวิทยาการจัดการ สาขาช่างยนต์ การตลาดและการบัญชี

หลักสูตรนานาชาติมีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการเชื่อมโยงด้านการค้าเพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดแรงงานในอนาคตต้องการคนที่มีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ ส่งผลให้ความต้องการศึกษาที่เป็นภาษาสากลมากขึ้น โดยเปิดสอนตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ได้แก่ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น

การจัดการศึกษามีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น โดยมีการเชื่อมโยงในทุกด้านทั่วโลก มีการดำเนินการด้านต่าง ๆ เช่น การค้า การศึกษา เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเชื่อมถึงกัน จะส่งผลทำให้เกิดการเปรียบเทียบและผลักดันให้สถาบันการศึกษาไทยต้องพัฒนาการจัดการศึกษาที่มีความเป็นสากลที่เป็นที่ยอมรับ

โอกาสการรับบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ในการเปิดเสรีทางการศึกษาจะก่อให้เกิดการแข่งขันในการจัดการศึกษาทั้งจากสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น อีกทั้งการเปิดเสรีทางการศึกษาเป็นการสร้างโอกาสให้คนไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพโดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษา คุณภาพการศึกษาจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเปิดเสรีทางการศึกษาที่เปิดโอกาสให้สถาบันอุดมศึกษาต่างชาติเข้ามาเปิดการเรียนการสอน ทำให้สถาบันศึกษาไทยต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้น

ความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ นั้นเป็นการแสวงหาความรู้ได้จากทุกที่ทุกเวลาทำให้การศึกษาในปัจจุบันได้เปรียบกว่าการศึกษาแบบเก่า จึงส่งผลให้รูปแบบการศึกษาในยุคปัจจุบันมีความก้าวหน้ามากขึ้น

จะเห็นได้ว่าแนวโน้มการศึกษาไทยมีจำเป็นต้องเตรียมพร้อมในเชิงรุกซึ่งควรเน้นการบริหารจัดการ โดยพัฒนาศักยภาพของบุคลากรภายในสถาบันการศึกษา สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อพัฒนาการศึกษาเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษา เพื่อทำให้การศึกษาของไทยนั้นพัฒนาไปอย่างก้าวไกลและยั่งยืน

เรามารู้จักธุรกิจศึกษากันดีกว่า

อันที่จริงคำว่าธุรกิจศึกษาหรือที่ฝรั่งเรียกว่า Business Education นั้น เกิดขึ้นในเมืองไทยมาค่อนข้างนานพอสมควรแล้ว แต่ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะยังไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจความหมายของคำๆนี้นัก จึงขอถือโอกาสนี้นำเสนอที่มาของคำๆนี้ โดยอาศัยความรู้เท่าที่ผู้เขียนได้มีโอกาสค้นคว้ามา

ธุรกิจศึกษา (Business Education) เกิดขึ้นมาในยุคไล่เลี่ยกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมในฝั่งตะวันตก เมื่อเริ่มมีการตั้งโรงงานผลิตสินค้าเพื่อทำการผลิตสินค้าจำนวนมากๆออกวางขาย ก็ส่งผลให้มีสินค้าหลากหลายชนิดทะลักสู่ท้องตลาด ประชาชนจากชนบทเริ่มทยอยเข้ามาอาศัยและทำงานอยู่ในเมือง โดยเฉพาะการทำงานในโรงงาน จึงเกิดเป็นสังคมอุตสาหกรรมขึ้นมา มีการแข่งขันค้าขายกันมากขึ้น กระบวนการแลกเปลี่ยนของต่อของก็เปลี่ยนเป็นการแลกเปลี่ยนของกับเงินแทน อุตสาหกรรมและการค้าขยายตัวทวีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น จึงเกิดความต้องการแรงงานทั้งในภาคผลิตและภาคธุรกิจมากมายโดยเฉพาะคนที่มีความรู้และทักษะในงานธุรกิจ จึงเกิดมีโรงเรียนที่เปิดสอนวิชาที่เกี่ยวกับงานธุรกิจ เช่น วิชาบัญชี วิชาเลขานุการ วิชาพิมพ์ดีด เป็นต้น โดยเฉพาะวิชาพิมพ์ดีดได้เปิดโอกาสให้สตรีมีโอกาสเข้ามาทำงานในภาคธุรกิจได้อย่างเต็มตัว ซึ่งการจัดการเรียนการสอนวิชาเหล่านี้ก็คือการจัดธุรกิจศึกษาในยุคแรก

จะเห็นว่าธุรกิจศึกษาในยุคแรกนั้น มุ่งเน้นที่การฝึกฝนและเตรียมคนให้มีอาชีพทางธุรกิจ จึงถือว่าเป็นอาชีวศึกษาแขนงหนึ่ง ซึ่งนักวิชาการตะวันตกมักเรียกว่าเป็น “Learning for business occupation” แต่ต่อมาสังคมมีการขยายตัวพร้อมๆกับการเติบโตของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม กระแสทางธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนส่วนใหญ่ จึงเกิดแนวคิดใหม่เกี่ยวกับบทบาทของธุรกิจศึกษาเพิ่มขึ้น นั่นคือธุรกิจศึกษาคงไม่ใช่เพียงการฝึกอาชีพให้ผู้คนเท่านั้น แต่ยังสามารถเสริมสร้างความฉลาดและเข้มแข็งในฐานะผู้บริโภคให้แก่ประชาชนได้ เพราะศาสตร์ทางธุรกิจนั้นสอนให้เราเข้าใจระบบทางการค้า การตลาด เศรษฐกิจและการเงิน จึงทำให้เราเข้าใจกระบวนงานทางธุรกิจ เข้าใจผลกระทบของธุรกิจที่มีต่อประชาชนและสังคม นอกจากนี้ธุรกิจศึกษายังสามารถสอนให้เราเป็นผู้บริโภคที่ฉลาด รู้จักการเลือกสินค้าและบริการ รู้จักการออมและการลงทุนที่เหมาะสม องค์ความรู้เหล่านี้สามารถช่วยให้ประชาชนมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและฉลาดเท่าทันเล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจ

ด้วยเหตุผลและมุมมองใหม่ทางธุรกิจศึกษาที่กล่าวมา จึงเกิดการขยายหลักสูตรธุรกิจศึกษาให้ครอบคลุมลงมาถึงการศึกษาขึ้นพื้นฐาน มีการสอนวิชาธุรกิจในโรงเรียนระดับมัธยมเกิดขึ้นมากมาย โดยมีวัตถุประสงค์ทั้งการสอนเพื่อเป็นงานอาชีพและเพื่อให้เป็นผู้บริโภคที่ฉลาดมีคุณภาพ ซึ่งในประการหลังนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่าเป็น “Learning about business role” โดยแนวคิดนี้ก็ยังคงยืนหยัดมาจนถึงปัจจุบัน

การเรียนรู้และศึกษาด้านธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

การเรียนรู้และศึกษาด้านธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

มนุษย์ทุกคนมีความต้องการที่เหมือนกันอยู่ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ประเภทแรกเป็นความต้องการที่จำเป็นขั้นพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตได้แก่ปัจจัย 4 คือ อาหารเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ส่วนความต้องการอีกประเภทหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์อยากมี แต่ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ มนุษย์ก็ยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ตัวอย่างเช่น รถยนต์ โทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น ดังนั้นธุรกิจจึงมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของมนุษย์ เพราะธุรกิจเป็นแหล่งผลิตสินค้าและบริการ เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ทั้ง 2 ประเภทดังที่กล่าวมาแล้ว สินค้า หมายถึง สิ่งของที่มีตัวตน สามารถมองเห็นและจับต้องได้ เช่น รถยนต์ อาหาร  เสื้อผ้า เป็นต้น ตัวอย่างของธุรกิจที่เป็นแหล่งผลิตสินค้า เช่นโรงงานผลิตรถยนต์ โรงงานผลิตเสื้อผ้า เป็นต้น บริการ หมายถึง สิ่งที่ไม่มีตัวตน ไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้แต่สามารถกำหนดราคาเพื่อซื้อขายกันได้ ตัวอย่างเช่น  การให้บริการของสถานเริงรมย์ บริการเสริมสวย บริการซักรีด บริการขนส่ง บริการด้านการสื่อสารของสถานที่ให้บริการเฉพาะนั้น ๆ เป็นต้น

การดำเนินธุรกิจ เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคนในสังคมและมีความสำคัญทำให้สังคมเกิดการพัฒนาและเจริญก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน ดังนั้นจึงพอสรุปความสำคัญของธุรกิจได้ดังนี้ ธุรกิจผลิตสินค้าและบริการเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ในสังคม เนื่องจากความต้องการของคนเราแตกต่างกัน และมีความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด โดยความต้องการของ คนเราจะเพิ่มขึ้นตลอดเวลา เพื่อสร้างความพึงพอใจและความสะดวกสบายแก่ตนเอง ธุรกิจจึงมีหน้าที่ในการจัดหาสิ่งต่าง ๆ มาบริการสนองความต้องการดังกล่าว ธุรกิจช่วยกระจายสินค้าจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภค เมื่อธุรกิจประเภทผู้ผลิตสินค้า เช่น โรงงานอุตสาหกรรมผลิตสินค้าออกมาแล้ว การที่สินค้าจะกระจายไปสู่ผู้บริโภคได้นั้นจำเป็นต้องอาศัยธุรกิจประเภทอื่นช่วยกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภค เป็นต้นว่าธุรกิจการขนส่ง ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศพ่อค้าคนกลาง การประชาสัมพันธ์ การบริการด้านการเงินของธนาคาร การสื่อสาร ฯลฯ ในการดำเนินการธุรกิจมีความจำเป็นต้องใช้แรงงาน เพื่อทำการผลิตสินค้าหรือบริการ ดังนั้นการดำเนินธุรกิจจึงทำให้คนมีงานทำ สามารถหารายได้เพื่อเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมดีขึ้น นอกจากนั้นการที่ธุรกิจกระจายไปอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของประเทศ ก็เป็นการกระจายรายได้และตลาดแรงงานไปสู่ท้องถิ่นอีกด้วย

แนวโน้มธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่ตกยุค

1296117453ธุรกิจบริการ “การศึกษา” ทั้งประเภทศึกษาในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด และนโยบายภาครัฐส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างธุรกิจการศึกษา โดยหน่วยงานกำกับทั้งหมดจะอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ แต่จะแตกต่างกันไปตามระดับการศึกษา ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวทำให้นโยบายของภาครัฐส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำธุรกิจและโครงสร้างของธุรกิจการศึกษาไทย

โรงเรียนกวดวิชามีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมาก แต่เนื่องจากตลาดมีลักษณะกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ประกอบกับการเน้นใช้เทคโนโลยี ส่งผลให้ผู้ครองตลาดอยู่แล้วในปัจจุบันจะยิ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย และธุรกิจรายใหม่จะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดได้ยาก ทั้งนี้ต่างจังหวัดอาจจะเป็นตลาดที่น่าสนใจมากกว่าในกรุงเทพฯ

โดยรายได้ของโรงเรียนกวดวิชาทั้งระบบในปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท จากจำนวนนักเรียนกว่า 400,000 คน และยังมีแนวโน้มขยายตัวสูงในอนาคตข้างหน้า ปัจจุบันสัดส่วนต่อจำนวนนักเรียนในระบบยังไม่สูงมากนัก โดยหากเทียบกับจำนวนนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาทั้งหมด จะพบว่ามีสัดส่วนผู้เรียนกวดวิชาเพียงประมาณ 11% แต่ถ้าเทียบกับเฉพาะจำนวนนักเรียนในระดับมัธยมปลายก็จะมีสัดส่วนผู้เรียนกวดวิชาประมาณ 32% ซึ่งยังถือว่าค่อนข้างน้อย หากเทียบกับสถิติในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น มีสัดส่วนผู้เรียนกวดวิชาในระดับมัธยมปลายประมาณ 70% และเกาหลีใต้มีสัดส่วนดังกล่าวประมาณ 59% สะท้อนให้เห็นศักยภาพในการเติบโตได้อีกมากในภาวะการแข่งขันด้านการศึกษาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทยปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือ ไม่ใช่โรงเรียนกวดวิชาทุกรายที่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากธุรกิจใหม่จะเข้ามาแข่งขันได้ค่อนข้างยาก เพราะโรงเรียนที่ได้รับการยอมรับจากนักเรียนจนกลายเป็นโรงเรียนชื่อดังมีไม่กี่ราย อาทิ โรงเรียนกวดวิชาเคมี อ.อุ๊ (อาจารย์อุ๊), บ้านคำนวณ, โอพลัส, กวดวิชาสัญญา, จีเอสซี, เดอะเบรน, แอพพลายฟิสิกส์, นีโอฟิสิกส์, อาจารย์เจี๋ย, อาจารย์สมัยวิทยา, Access, ติวเตอร์ อาจารย์ปิง และ Pinnacle ซึ่งมีส่วนแบ่งในตลาดถึง 70-80% และยังคงมีข้อได้เปรียบมากขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในการถ่ายทอดทางวิดีโอ ส่งผลให้ขยายตลาดได้มากขึ้นไปอีก

 

การทำการตลาดในรูปแบบของธุรกิจการศึกษาเพื่อผลิตบัณฑิต ที่มีคุณภาพ

ทุกวันนี้ การตลาด มีความสำคัญในทุกๆ องค์กรไม่เว้นแม้แต่ในธุรกิจการศึกษา เพราะมหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐบาลและเอกชนมีแนวโน้มในการชิงส่วนแบ่งทางการตลาดที่สำคัญ ได้แก่จำนวนนักศึกษาที่เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย จนทำให้เกิดการทำตลาดในธุรกิจการศึกษาขึ้น โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการด้านการสื่อสาร ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จของมหาวิทยาลัยทั้งรัฐบาลและเอกชน โดยมี สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ หรือ สกอ. เป็นผู้ประเมิน

84_11_629d8204966d53d

มหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีอยู่มากมายแล้วเราจะเลือกเรียนที่ไหนดี บางคนอาจเลือกตามเพื่อน หรือเลือกตามพ่อแม่ ดังนั้นแต่ละมหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องมีการกำหนด สารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดที่ส่วนใหญ่จะบอกแต่ ข้อดี ที่ต้องการสื่อให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ว่า มหาวิทยาลัยเด่นในด้านใดบ้าง ยกตัวอย่างเช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอีกหนึ่งแห่งซึ่งถึงแม้จะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐบาลที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมาตั้งสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ก็ยังต้องทำการตลาดเช่นเดียวกัน โดยมีกำหนด สารว่าเป็น มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับนานาชาติที่มีความก้าวหน้าทางวิชาการ และเป็นศูนย์กลางการจัดการและสร้างระบบการสื่อสารที่ทันสมัย โดยได้สร้าง ห้องข่าวออนไลน์ และประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ซึ่งรับผิดชอบดูแลโดย “ศูนย์การสื่อสารนานาชาติแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คณะบริหารธุรกิจ เพราะวิสัยทัศน์คือ เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านธุรกิจในเอเชีย ซึ่งถือเป็น สาร ที่ต้องการสื่อว่านักศึกษาที่จบไปสามารถประกอบธุรกิจได้จริง หรืออย่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพก็เน้นไปที่ มหาวิทยาลัยสร้างสรรค์ ที่ต้องการผลิตนักศึกษาให้มีความคิดสร้างสรรค์สามารถนำเอาความรู้มาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้จริง

นอกจากหลักสูตรแล้ว สื่อก็สำคัญ เพราะเป็นตัวกลางในการสื่อสารจากตัวมหาวิทยาลัยไปยังพวกนักเรียนม.ปลายที่กำลังคิดจะเรียนต่อ และที่ขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือ บรรยากาศ ที่ส่งเสริม รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ ปัจจัยที่ทำให้นักศึกษาเลือกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยมีอยู่มากมายทั้ง หลักสูตร ที่ต้องตอบสนองความต้องการของนักศึกษาให้ได้ และ อาจารย์ประจำหลักสูตร ก็ต้องสร้างความน่าเชื่อถือในการสอน รวมไปถึง สิ่งแวดล้อม จำพวกอาคารสถานที่, ต้นไม้อันร่มรื่น และ บรรยากาศที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมมหาวิทยาลัยดังๆ หน่วยกิตแพงๆ ถึงมีแต่คนแห่กันไปเรียน ทั้งนี้เพราะนักศึกษาจะรู้สึกว่า ถ้าได้เรียนที่นั่นแล้วก็จะมีหน้ามีตาในสังคม

ที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนแล้วแต่ ข้อดี ที่แต่ละมหาวิทยาลัยสื่อออกมาผ่าน ช่องทางในการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นทาง วิทยุ, โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งช่องทางเหล่านี้ผู้ประกอบการด้านธุรกิจการศึกษายังควบคุมได้ว่าจะให้สาร แบบไหนออกมา แต่มีอีกหนึ่งช่องทางที่ต้องระวังนั่นก็คือ การพูดแบบปากต่อปาก เพราะถ้ามหาวิทยาลัยทำสิ่งที่เป็น ข้อเสีย แล้ว คนไปบอกต่ออาจมีการใส่สีตีไข่ทำให้ภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยแย่ลงก็เป็นได้

เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยแต่ละแหล่งจะกำหนด สาร ได้ดีเพียงใด แต่ถ้าเลือกช่องทางในการสื่อสารที่ไม่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย การสื่อสารในครั้งนั้นก็อาจจะล้มเหลวได้ค่ะ