กลยุทธ์ การตลาดในแข่งขันสำหรับธุรกิจสถานศึกษาเอกชน

สถาบันการศึกษาเอกชนในยุคปัจจุบันจะต้องปรับตัวอย่างมาก เพื่อการแข่งขันกับสถาบันของรัฐ หรือแม้แต่เอกชนด้วยกันเองเพราะเนื่องมาจากพลวัตรของโลกการศึกษาที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา เช่น มีการขยายโอกาสรับนักศึกษามากขึ้น โอกาสจากนโยบายการให้เงินกู้เพื่อการศึกษา ตลอดจน มีการเปิดหลักสูตรใหม่และเพิ่มจำนวนนักเรียนนักศึกษามากขึ้น สถาบันการศึกษาทุกแห่งจะต้องปรับกระบวนทัศน์การบริหารจัดการอย่างมากเพื่อความอยู่รอดและอยู่ได้

ปัจจุบัน สถานศึกษาเอกชนจะต้องพบกับการแข่งขันที่รุนแรง เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไป เมื่อประมาณ  10 ปีที่ผ่านมานี้ มีสิ่งแวดล้อมภายนอกเป็นปัจจัยบวก ต่อสถาบันการศึกษา  เพราะ  มีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ให้นักศึกษา นักเรียนกู้เรียน เมื่อผู้อยากเรียน สามารถเรียนที่ใด ก็แล้วแต่ผู้เรียนสามารถกู้ค่าเล่าเรียนโดยกองทุนจะโอนเงินเข้าบัญชีของสถานศึกษา ไม่ผ่านมือนักศึกษา นักศึกษาจะได้เงินค่าครองชีพด้วย และที่สำคัญ สถาบันการศึกษา  จะได้รับโควตาวงเงินกู้ยืมจาก กองทุนกู้ยืม เป็นเครื่องดึงดูด ให้นักเรียน นักศึกษา เข้ามาเรียนกับทางสถาบันการศึกษาของตน จะมีคำโฆษณา ว่า

มีเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาสามารถกู้ยืมได้ หรือสามารถกู้ยืมเงินค่าเล่าเรียนได้  เป็นต้น

การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ทุกคน และทุกคนจะต้อง  ดิ้นรนให้ได้มาซึ่งการศึกษา รวมทั้งพ่อแม่ของนักศึกษาเอง ต้องทำงานอย่างหนัก กู้ยืมเงินกู้นอกระบบ   ในกรณี ลูกตนเองไม่สามารถกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาได้

ภายใต้การรับนักศึกษาอย่างจำกัดจำนวนของสถาบันการศึกษาของรัฐ สถาบันการศึกษาเอกชนจึงเป็นทางเลือกของผู้ที่ขาดโอกาสที่จะเข้าเรียนกับทาง  สถาบันการศึกษาของรัฐ ดังนั้นสถาบันการศึกษาเอกชน จึงผุดขึ้นดั่ง  ดอกเห็ด ในระยะเวลา  10 – 20 ปีก่อนที่ผ่านมานี้เอง

แต่ภายหลัง สิ่งแวดล้อมภายนอก ที่ เป็นปัจจัยบวก ต่อสถาบันการศึกษาเอกชน นี้กลายเป็น ปัจจัย บวกของสถาบันของรัฐ ด้วย เพราะ เมื่อสถาบันการศึกษาบางแห่งมีความต้องการรับนักศึกษาเพิ่มมากขึ้นด้วยเหตุผลของทางสถาบันการศึกษาแต่ละแห่งเอง เป็นเหตุให้มีการขยายโอกาสให้นักศึกษาเข้าเรียนมากขึ้น ดังเห็นจากการรับนักศึกษาภาคสมทบเพิ่มมากขึ้น กอปรมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มากขึ้น ขยายตัวมากขึ้น ปริมาณความต้องการของแรงงานที่มีความรู้ก็มากตามด้วย อีกทั้ง รัฐบาลช่วยเหลือ เงินอุดหนุนรายหัวให้กับโรงเรียนที่มีนักเรียน นักศึกษามาเรียนตามจำนวน  ทำให้แต่ละสถาบันการศึกษาเกือบทุกระดับพยายามที่จะให้มีนักเรียนมาเรียนด้วยมากที่สุด จึงเกิดการรับนักเรียน นักศึกษามากขึ้น ของแต่ละสถาบันการศึกษานั่นเอง ฉะนั้นจึงเป็นเหตุให้มีการทำการตลาดขึ้น เพื่อแย่งนักเรียน นักศึกษามาเรียน

กลยุทธ์ที่สถาบันการศึกษาเอกชนใช้
- การ Focus Group  แต่ละสถาบันการศึกษาจะมีบุคลากรที่ทำหน้าที่ โฆษณาสถาบันการศึกษาเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้เรียนที่เข้าเรียนด้วย  สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาจะมีศูนย์ที่ต่างจังหวัดเพื่อสร้างความสะดวกในเรื่องนี้ เป็น HUB สำหรับประสานงานตามภูมิภาคมีการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ สถาบัน ทำให้ได้รับความสนใจจากผู้ที่กำลังจะตัดสินใจเรียนตามภูมิภาคมาก มีผลทำให้ตามสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชนของส่วนภูมิภาคมีจำนวน นักเรียน นักศึกษา ลดลงในส่วนสถาบันการศึกษาของส่วนภูมิภาคเองเช่นกันมีบุคลากรที่ทำหน้าที่โฆษณาสถาบันการศึกษาเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้เรียนที่เข้าเรียนด้วยเช่นกันโดยใช้กลวิธี
1. เข้าพบนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ตามโรงเรียนที่มีนักเรียนกำลังจะจบการศึกษา  แจกแผ่นปลิว
2. นำนักเรียน นักศึกษาที่เป็น ศิษย์เก่า เข้าพบปะรุ่นน้องชักจูงรุ่นน้องร่วมทำการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ด้วย โดย สวมเครื่องแบบ นักศึกษาของสถาบันที่ตนกำลังเรียน  ทั้งนี้เพราะ เครื่องแบบคือปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้เรียนตัดสินใจมาเรียนเป็นเหตุผลแรก

ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญอย่างมากที่สุดในส่วนนี้  

Posted in แวดวงธุรกิจ | Tagged , | Comments Off

ที่มาของการทำธุรกิจทางการศึกษา

สังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ช่องทางทำมาหากินในบางธุรกิจเติบโตอย่างน่าสนใจ ขณะที่ธุรกิจบางประเภทกลับเริ่มซบเซา แต่สิ่งที่คนไทยต่างรับรู้กันได้คือการประกอบอาชีพหรือลงทุนทำธุรกิจตอนนี้เริ่มยากและมีความเสี่ยงจากปัจจัยหลายด้าน ภาวะเศรษฐกิจโลกที่เข้าขั้นวิกฤติทางฝั่งยุโรปส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภัยธรรมชาติซึ่งคุกคามโลกเราอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเสถียรภาพทางการเมืองที่ไม่มั่นคงเนื่องจากความไม่จริงใจของนักการเมืองหลายกลุ่มที่มุ่งหวังเอาแต่ช่วงชิงอำนาจเล่นแง่ใส่กันโดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดกับประเทศชาติ การบริหารงานของฝ่ายบริหารที่ดูเหมือนจะลักลั่นหรือมีสิ่งผิดปกติในโครงการต่างๆส่อเค้าอยู่อย่างเนืองๆไม่ว่าจะกลุ่มขั้วการเมืองใดจะสลับสับเปลี่ยนกันมาบริหารงานก็ไม่แตกต่างกันซึ่งส่งผลกระทบในเชิงลบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยโดยรวม ประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งดูแนวโน้มคงไม่ดีไปกว่านี้ ค่าครองชีพเริ่มทยอยปรับสูงตาม และกระแสเศรษฐกิจที่มีแรงเสียดทานมาจากการเปิดประชาคมอาเซียนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ยิ่งดูเหมือนทำให้ภาคธุรกิจขนาดย่อมของคนไทยเริ่มสั่นคลอน ธุรกิจเอสเอ็มอีเริ่มทยอยปิดตัวเพราะสู้ไม่ไหวในสภาวะการต่อสู้ทางธุรกิจที่เข้มข้นเช่นนี้ นักคิด นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจต่างมีมุมมองวิเคราะห์สภาวะและแนวโน้มทางเศรษฐกิจไว้หลากหลายประเด็นในสื่อต่างๆ เช่น บทความ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร อินเทอร์เน็ต รายการโทรทัศน์ รายการวิทยุ และอื่นๆ ซึ่งมีหลายท่านได้ให้ทัศนะในทำนองแสดงความเป็นกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ยากลำบากทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ บ้างก็เอ่ยถึงสภาวะฟองสบู่ บ้างก็กล่าวเปรียบเปรยโครงการประชานิยมอาจทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะลำบากเหมือนประเทศกรีซที่ส่อเค้าล้มละลาย ฯลฯ

องค์กรหลายฝ่ายเริ่มตื่นตัวพยายามหาทางปรับเปลี่ยนตนเองเพื่อให้สามารถดำรงอยู่ได้ในสภาวการณ์เช่นนี้พร้อมวางแผนเพื่ออนาคต เพราะหากยังนิ่งเฉยไม่พยายามพัฒนาก็คงไม่ต่างจากการเดินถอยหลัง เจ้าของโครงการได้เห็นเพื่อนๆและบุคคลรอบข้างทยอยปิดกิจการของตนไปทีละแห่ง ก็รู้สึกใจหาย ขณะที่สิงคโปร์ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนล่าสุดได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศร่ำรวยที่สุดในโลก แล้วประเทศไทยล่ะ กำลังทำอะไรกันอยู่ ในฐานะคนไทยที่ประกอบอาชีพหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวแล้ว เราเองคาดหวังอะไรในชีวิตและธุรกิจหรือคาดหวังงานที่ทำอยู่ได้มากน้อยเพียงไร หลายคนคงอยากเจอสิ่งดีๆหรืออยากให้มีปาฏิหาริย์อะไรสักอย่างเกิดกับชีวิต และในปัจจุบันสถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนจึงนำเสนอหลักสูตรทางเลือกเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและผู้ประกอบการที่มีความต้องการหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหลักสูตร “ผู้ประกอบการ” ถือเป็นค่านิยมแห่งยุคสมัย อันเนื่องมาจากปัญหาในเรื่องความไม่สอดคล้องของทรัพยากรมนุษย์และตลาดแรงงาน เนื่องจากตลาดแรงงานยังไม่ใหญ่พอและมีความหลากหลายที่จะรองรับบัณฑิตที่จบการศึกษาในแต่ละสาขา เมื่อคนไม่ได้ทำงานในสาขาที่เรียนหรือทำงานตามความสนใจที่แท้จริงในที่สุดก็จะเบื่อและอยากทำในสิ่งที่ตัวเองสนใจและอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ

Posted in แวดวงธุรกิจ | Tagged , | Comments Off

การศึกษาทางไกลในยุค E-Learning

จากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีการคิดค้นแท็ปเล็ต โทรศัพท์มือถือ และส่งผลให้มีการเรียนการสอนแบบ E-Learning เติบโตขึ้น สามารถเผยแพร่หลักสูตรการเรียนให้แก่ผู้เรียนในรูปแบบของ E-Learning ทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาผ่านอุปกรณ์พกพาได้อย่างง่ายดาย

การศึกษาในรูปแบบ E-Learning

ทำให้เกิดการศึกษาทางไกล ซึ่งแก้ปัญหาสถานที่เรียนไม่พอ ลดปัญหาการเดินทางไปเรียน อีกทั้งยังได้มีการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนให้มีเนื้อหาที่เข้าใจง่ายขึ้น ทางด้านแถบเอเชียมีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้อย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาการเรียนการสอนทางไกลมาหลายปี นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาอุปกรณ์ที่ทำให้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา

ความนิยมของแท็ปเล็ต และสมาร์ทโฟน ในหลายๆบริษัทเริ่มที่จะวางแผนหาช่องทางที่ยืดหยุ่นในการนำเสนอแบบเรียนและการเรียนการสอนไปสู่ผู้เรียน ด้านบริษัทใหญ่ๆเองได้ให้ความเห็นว่า การศึกษาทางไกลผ่านระบบ E-Learning นั้น เปรียบเหมือนการเรียนแบบพกพา เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ แต่ยังต้องดูกันต่อไปว่าการเรียนรูปแบบนี้จะได้รับความนิยมต่อไปหรือไม่ เพราะยังอยู่ในช่วงการพัฒนา

ธุรกิจที่พัฒนาด้านนี้เริ่มหันมาสนใจพัฒนาระบบการศึกษาทางไกลหลากหลายช่องทาง โดยมีความเชื่อว่าสถานศึกษาต่างๆ จะนำไปใช้ได้ผลดีที่สุดในด้านการประหยัดงบค่าใช้จ่าย โดยบริษัทต่างๆเข้ามาช่วยเหลือและให้การสนับสนุนธุรกิจ E-Learning และในหลายๆบริษัทเริ่มมีความเห็นตรงกันว่าจะมีการนำระบบนี้มาใช้ในการศึกษามากขึ้นถึงแม้ระบบ E-Learning ยังอยู่ในช่วงการพัฒนาก็ตาม

ในภายหน้าการศึกษาระบบ E-Learning จะใช้ระบบการบริหารจัดการเพื่อเชื่อมโยงกับผู้เรียน วัดผลการเรียนรู้ และนำไปสู่การนำเสนอผ่านโซเชียลที่ได้รับความนิยมอย่างสูงอย่าง Facebook และ Youtubeมาใช้เป็นช่องทางในการนำเสนอเพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งเริ่มต้นในการเรียนรู้

การเรียนการสอนในรูปแบบนี้ช่วยให้ผู้เรียนสามารถกลับมาทบทวนบทเรียนได้ตลอดเวลา ถึงแม้การนั่งเรียนในห้องจะสามารถยกมือถามอาจารย์ได้ แต่การเรียนของแต่ละคนแตกต่างกัน โดยบางคนสามารถขอคำอธิบายของอาจารย์เฉพาะจุดที่ตนไม่เข้าใจ โดยไม่ต้องกลัวว่าเพื่อนๆในห้องจะเสียเวลาเรียนเพราะอาจารย์มัวแต่ตอบคำถามนักเรียน ทำให้การเรียนรู้ไม่เหมือนในยุคก่อน

Posted in แวดวงธุรกิจ | Tagged | Comments Off

นักศึกษาจบใหม่กับสิ่งที่เป็นไปในการทำธุรกิจ AEC


นับถอยหลังสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 สำหรับการเตรียมพร้อมสู่การเป็นประชาคมอาเซียนอย่างเต็มตัว จากการได้ติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ พบว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีความเข้าใจหรือตระหนักถึงการเกิด AEC ในปี 2558 มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสิตนักศึกษาที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานอันใกล้ ต่างมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ซึ่งแนวคิดเช่นนี้น่าห่วงยิ่งนัก อย่างที่ทราบกันดีว่า AEC เกิดจากการรวมกลุ่มระหว่าง ประเทศไทยกับอีก 9 ประเทศเพื่อนบ้าน อันประกอบไปด้วย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน เวียดนาม พม่า ลาว และกัมพูชา นั่นหมายความว่า การเคลื่อนที่ของแรงงานของ 10 ประเทศที่กล่าวมาสามารถเดินทางทำงาน ณ ประเทศต่างๆ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น มองดูแล้วเป็นเหรียญสองด้านทั้งด้านแสงส่องสว่างแห่งโอกาสและด้านมืดจากอุปสรรค

การสร้างคนให้ได้รับด้านหัวแห่งโอกาสจึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถสร้างได้แค่การบอกกล่าวเล่าให้นิสิตนักศึกษาฟังในห้องเรียนจากการสอดแทรกในรายวิชาที่สอนเท่านั้น แต่ควรจะมีวิชาที่ ว่าด้วยประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเปิดสอนในทุกระดับการศึกษาซึ่งเนื้อหาควรกล่าวถึงทั้งทางด้านภาษาที่ใช้โดยเน้นให้นิสิตนักศึกษาได้ศึกษาภาษาของประเทศในกลุ่มสมาชิกในระดับที่สามารถใช้สื่อสารได้อย่างน้อยก็ในระดับพื้นฐานเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมกับเพิ่มความเข้มข้นในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษควบคู่กันไปด้วยเพราะสำหรับประเทศไทยนั้นเมื่อเปรียบเทียบทักษะการใช้ภาษาอังกฤษจากผลการสำรวจล่าสุดของสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่าศักยภาพและความพร้อมของไทยอยู่ในระดับ”กลางๆ”เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน และตามหลังอินโดนีเซีย มาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพการใช้ภาษาอังกฤษสูงที่สุด

นอกจากการให้ความสำคัญในด้านการสื่อสารด้วยการใช้ภาษาต่างๆแล้วควรให้ความสำคัญกับการจัดให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยจัดให้มีโครงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเรียน การฝึกงานแก่นิสิตนักศึกษาระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียน เพื่อก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ตลาดแรงงานที่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะอันใกล้นั้นแรงงานจำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจ ซึ่งหมายถึง รู้จักภาษาอังกฤษ ภาษาเพื่อนบ้าน และที่สำคัญคือมีความเข้าใจใน ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ เพราะในสังคมนั้นเราอยู่กันด้วยความรู้ความสามารถอย่างเดียวนั้นไม่ได้ ต้องมีความเข้าใจเป็นองค์ประกอบด้วย ดังนั้น การเตรียมความพร้อมทั้งหลายเหล่านี้จึงไม่อาจเตรียมกันได้ในชั่วข้ามคืนแต่หากต้องมีการบ่มเพาะปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นว่ารัฐให้ความสำคัญและพยายามเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้นนักศึกษาที่จบใหม่ แล้วมาประกอบธุรกิจถือว่าประสบผลสำเร็จในการการศึกษา เราต่างก็เห็นความพยายามที่จะผลักดันและสร้างสังคมไทยให้เข้มแข็งเพื่อพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงไปซึ่งถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนควรจะตระหนักถึงการเกิด AEC และเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเพื่อเปิดรับโอกาสอย่างเต็มที่

Posted in แวดวงธุรกิจ | Tagged | Comments Off

ธุรกิจการศึกษาเป็นตัวลดศักยภาพเด็กไทย

ธุรกิจหากินกับการศึกษาปัจจุบันนี้ได้ขยายวงกว้างไปถึงภาคปฏิบัติในทุกระดับตั้งแต่โรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนยอดนิยมไม่ว่าจะสังกัดภาครัฐหรือเอกชน ที่พยายามหารายได้หลากหลายรูปแบบ รายได้ก้อนโตแรกคงหนีไม่พ้นค่าแป๊ะเจี๊ยะเพื่อแลกกับการเข้าเรียน หรือแม้แต่เด็กที่สอบหรือจับสลากได้เองก็จะถูกเชิญชวนแกมบังคับให้ร่วมบริจาคกับสารพัดกิจกรรมของโรงเรียน ส่วนนี้หากเม็ดเงินถูกนำไปสนับสนุนคุณภาพการศึกษาทั้งหมดก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเด็ก แต่สิ่งที่ทำกับเม็ดเงินที่ตกหล่นจำนวนไม่น้อยความเป็นจริงส่วนนี้ก็น่าจะรู้กันอยู่กับผู้ที่มีประโยชน์แอบแฝง หรือกรณีโรงเรียนที่ยังไม่มีชื่อเสียงบางแห่งก็พยายามสร้างจุดเด่นทางลัดด้วยวิธีการขอเปิดหลักสูตรพิเศษ อาทิ English Program หรือวิชาหลักที่จะนำไปสู่ความเป็นเลิศเพื่อสร้างกระแสการเรียนรู้ไปสู่อินเตอร์ให้ผู้ปกครองได้เห็น ส่วนนี้หากคิดหรือทำเพื่อประโยชน์ของเด็กอย่างแท้จริงและบริการได้อย่างทั่วถึงก็ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ที่เห็นทำกันอยู่จะมีเด็กเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เข้าถึงด้วยข้ออ้างความจำกัดด้านห้องเรียน ครุภัณฑ์และครู แต่ความเป็นจริงเกิดจากค่าเล่าเรียนที่ค่อนข้างแพง หลักสูตรพิเศษจึงกลายเป็นสิทธิพิเศษเฉพาะผู้ที่มีฐานะ ส่วนเด็กยากจนน้อยคนนักที่จะมีโอกาสเข้าถึง เมื่อเป็นเช่นนี้การแบ่งชั้นวรรณะทั้งที่อยู่ในโรงเรียนเดียวกันจึงเกิดขึ้น ส่วนนี้จะบอกว่าโรงเรียนไม่ได้หวังรายได้หรือคิดแบบธุรกิจก็คงตอบได้ยากเช่นกัน

ด้านบุคลากรที่ทำมาหากินกับเด็กก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อยโดยส่วนใหญ่จะแอบแฝงในรูปของการสอนพิเศษหรือติวเตอร์ ด้วยเด็กและผู้ปกครองปัจจุบันก็เห็นว่าการเรียนพิเศษมีความสำคัญไม่แพ้การเรียนปกติ หากไม่เรียนพิเศษกลับจะถูกมองว่าล้าหลังด้วยซ้ำไป ทั้งนี้ก็ด้วยเจตคติที่ว่าต้องเรียนสายสามัญและต้องเก่งวิชาการ เพื่อจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนยอดนิยม มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่มีการแข่งขันสูงได้ ส่วนนี้จึงเป็นความยินยอมกันทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งหากครูมีความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือเติมเต็มความรู้ให้กับเด็กก็ถือว่าเป็นสิ่งดีงาม แต่การสอนพิเศษทุกวันนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเพราะส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่รายได้เป็นหลัก เช่น แค่การดูแลเด็กหลังเลิกเรียน เพื่อรอให้ผู้ปกครองมารับก็ถือว่าเป็นช่วงสอนพิเศษก็มี ที่ร้ายหนักไปกว่านั้นครูบางคนก็กั๊กเนื้อหาสำคัญไว้สอนพิเศษ หรือนำข้อสอบไปสอนพิเศษ เพื่อหลอกผู้ปกครองว่าเรียนพิเศษแล้วเด็กจะได้คะแนนสูงขึ้นทำให้มีลูกค้ามากขึ้นและค่าเรียนก็แพงขึ้นจนเกิดเป็นธุรกิจมีรายได้เป็นกอบเป็นกำแถมยังพลอยได้หน้าว่าสอนมีประสิทธิภาพ เพราะเด็กมีคะแนนสูงขึ้น ทั้งที่ความเป็นจริงเด็กอาจได้รับความรู้น้อยมาก

ส่วนนี้ถือเป็นการสร้างตราบาปให้กับตนเองและเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่จะขาดโอกาสการพัฒนาในทักษะและศักยภาพอื่น ๆ ที่มีอยู่ ซึ่งความรุ่งเรืองของธุรกิจการสอนพิเศษนี้คงหยุดยั้งได้ยากหากตราบใดวิธีการเข้ามหาวิทยาลัยยังใช้แนวทางเดิม ๆ โดยไม่นำความดีงามหรือทักษะด้านอื่นมาใช้ด้วย ยิ่งปัจจุบันมีการนำผลโอเน็ตเข้ามามีบทบาทใช้เป็นผลสัมฤทธิ์การเรียน เข้ามหาวิทยาลัย ใช้เลื่อนวิทยฐานะของครูและผู้บริหาร ก็ยิ่งทำให้สอนพิเศษด้านวิชาการมีความสำคัญกับหลายฝ่ายมากยิ่งขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้เด็กไทยจึงน่าจะได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มที่อยู่กับการเรียนมากที่สุดในโลก เพราะแค่การเรียนตามโครงสร้างหลักสูตรก็มากถึง 1,000-1,200 ชั่วโมงต่อปี เมื่อรวมกับการสอนพิเศษแบบไม่มีวันหยุดนี้แล้ว เด็กไทยก็น่าจะก้าวล้ำนำยุคกว่าประเทศใดในโลก แต่ทำไมคุณภาพการศึกษาไทยกลับต้วมเตี้ยมตามหลังต่างชาติแบบไม่เห็นฝุ่นอยู่เช่นนี้ ยิ่งมองลึกไปถึงคุณภาพชีวิตเด็กทั้งทักษะและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ทั้งหลายด้วยแล้วก็ยิ่งตกต่ำไปกันใหญ่ ซึ่งจะสวนทางกับธุรกิจการสอนพิเศษที่มีแต่จะฟู่ฟ่าสร้างรายได้ปีละหลายหมื่นล้านและคงถึงแสนล้านในเร็ว ๆ นี้เป็นแน่

Posted in แวดวงธุรกิจ | Tagged | Comments Off